ขอโทษ
มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1369
แมลงวันในไร่ส้ม
เปิดสื่อ-เช็คเรตติ้ง "บิ๊กแอ้ด"แอ่นอก"ขอโทษ"ชาว 3 จว.ใต้
ปัญหาไฟใต้ยังยึดครองหน้า 1 หนังสือพิมพ์ ด้วยข่าวระเบิดและฆ่ารายวันกับแนวทาง "สันติวิธี"
เหตุการณ์สำคัญในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือการลง 3 จังหวัดใต้ในฐานะนายกฯ ครั้งแรกของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และ นายพระนาย สุวรรณรัฐ ผู้อำนวยการศูนย์บริหาราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต.
พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 3 พฤศจิกายน นำเสนออย่างคึกคัก
นายกฯ ลงใต้ ขอโทษชาวมุสลิมแทนทักษิณ กรณีตากใบ ชี้ชัดรัฐทำผิด (เดลินิวส์), รัฐผิดพลาด สุรยุทธ์ขอโทษแก้ปัญหาใต้ แทนรัฐบาลที่แล้ว (ไทยรัฐ)
แอ้ดเปิดใจมุสลิม ยอมขอโทษแทน รบ.แม้ว-รบ.นี้ (ข่าวสด), ประกาศต่อหน้าผู้นำศาสนา นายกฯ ขอโทษ รบ.เก่าใช้ความรุนแรงแก้ใต้ (มติชน)
สุรยุทธ์ขอโทษแทนทักษิณ (ไทยโพสต์), มุสลิมใต้ร่ำไห้ สุรยุทธ์ขอโทษรัฐผิดพลาด (กรุงเทพธุรกิจ) ฯลฯ
นั่นคือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ณ โรงแรมซีเอสปัตตานี ท่ามกลางข้าราชการ ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่นใน 5 จังหวัดภาคใต้ประมาณ 1,500 คน
หนังสือพิมพ์ต่างๆ รายงานข่าวค่อนข้างละเอียดว่า หลังจากผู้นำศาสนาจาก จ.สตูล ขอให้นำคนผิดกรณีตากใบมาลงโทษ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลทำให้เห็นว่า มีแต่ภาคประชาชนเท่านั้นที่เป็นฝ่ายผิด จึงรู้สึกว่ารัฐทำเกินกว่าเหตุ และขอให้รัฐบาลขอโทษประชาชน
พล.อ.สุรยุทธ์ตอบรับทันทีว่า
"ที่จะให้ผมขอโทษ ผมขอโทษแทนรัฐบาลที่แล้วและขอโทษแทนรัฐบาลนี้ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นความผิดส่วนใหญ่ของรัฐ ซึ่งต้องช่วยกันแก้ไขต่อไป ผมขอโทษแทนเจ้าหน้าที่และรัฐบาลชุดที่แล้ว รัฐบาลชุดนี้ขอยื่นมือออกไปแล้วบอกว่า ผมเป็นคนผิด ผมขอโทษ ผมเคยเป็นผู้บัญชาการทหารบกมาก่อน และเคยพยายามคัดค้านการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่ไม่เป็นผล ถือว่าผมมีส่วนผิดด้วย ที่คัดค้านการยุบ ศอ.บต. ไม่สำเร็จ..." นายกรัฐมนตรีกล่าวท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้เข้าร่วมประชุม
ท่าทีดังกล่าว ทำให้เกิดความคาดหวังว่า สถานการณ์ในภาคใต้น่าจะเย็นลง และนำไปสู่การแก้ปัญหาในที่สุด
เสียงสะท้อนผ่านสื่อต่างๆ เป็นไปในทางบวก
แม่ลูกจันทร์เปิดสำนักข่าวหัวเขียว ไทยรัฐฉบับ 4 พฤศจิกายน ด้วยเรื่อง "ขอโทษคำเดียว" ระบุว่า เป็นสัญญาณที่ดีว่าวิกฤตไฟใต้อาจยุติลงได้ในอีกไม่ช้าไม่นาน เนื่องจากรัฐบาลใหม่ใช้ยุทธศาสตร์ที่ตรงข้ามกับยุทธศาสตร์เดิม
ข้อสำคัญ การที่นายกฯ พล.อ.สุรยุทธ์พูดเปิดใจ ขอโทษประชาชนแทนรัฐบาลเก่าและขอโทษในนามตัวเอง ทำให้ผู้นำท้องถิ่นและผู้นำศาสนาปรบมือกันเกรียวกราว คนเรา แค่รู้จักขอโทษ กล้ายอมรับผิด ก็ช่วยละลายความขัดแย้งไปแล้ว 50 เปอร์เซ็นต์
"แค่ "ขอโทษ" คำเดียว สร้างความรู้สึกดีๆ ได้อีกเยอะเลย แต่บางคนก็แปลกไม่ยอมขอโทษ กลัวเสียฟอร์ม" แม่ลูกจันทร์ทิ้งท้าย
คอลัมน์บุคคลในข่าว ไทยรัฐ ฉบับ 5 พฤศจิกายน โดยเห่าไฟ ระบุว่า การกล่าวขอโทษของ พล.อ.สุรยุทธ์ ที่กล่าวอย่างตรงไปตรงมา สื่อให้เห็นถึงความจริงใจในการยุติปัญหาร่วมกัน
พร้อมกับข้อสังเกตว่า "มาถึงวันนี้ คมช. และรัฐบาลสุรยุทธ์ บุกไปข้างหน้าหนักขึ้น การส่งสารผ่านสื่อไปยังประชาชนเพื่อสะท้อนภาพการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาลทักษิณ อย่างตรงไปตรงมา โดยใช้เหตุผลมาชี้ให้เห็นเป็นข้อๆ ไป"
บทนำเดลินิวส์ ฉบับ 6 พฤศจิกายน เรื่อง "บรรทัดฐานและการขอโทษ" ระบุว่า คำขอโทษของ พล.อ.สุรยุทธ์ แม้จะเป็นข้อความสั้นๆ แต่ก็สร้างความประทับใจ ให้ความรู้สึกที่ดี จนผู้นำศาสนาคนหนึ่งลุกขึ้นกล่าวขอโทษตอบ เป็นการแสดงความรู้สึกที่ดีตอบแทน
นอกจากท่าทีของนายกรัฐมนตรี รัฐบาลยังได้ปรับเปลี่ยน และส่งสัญญาณอีกหลายประการให้เห็นความมุ่งมั่นที่จะนำความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้อย่างรวดเร็ว
คำเตือนจากเดลินิวส์ก็คือ บรรยากาศที่ดีขึ้นในช่วงสั้นๆ จากการแสดงออกของนายกฯและท่าทีของภาครัฐ อาจไม่ถึงกับทำให้เชื่อว่า ปัญหาที่สั่งสมมาหลายปีจะยุติลงโดยพลัน แต่ก็เป็นการทำให้ทุกฝ่ายพร้อมจะหันหน้าเข้าหากัน สิ่งที่รัฐบาลต้องระวังคือ การดูแลป้องกันมิให้ผู้ปฏิบัติระดับพื้นที่วางตัว หรือกระทำการที่ไม่เป็นธรรมกับประชาชน ก่อให้เกิดเงื่อนไขแห่งอคติหรือความไม่ไว้วางใจขึ้นมาได้อีก เพราะจะทำให้สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นขณะนี้เลวร้ายจนแก้ไขยากซ้ำอีก
ส่วนกาแฟดำแห่งกรุงเทพธุรกิจ ยังคงเดินหน้าย้ำเรื่อง "สื่อเสรี" โดยเฉพาะทีวี เสนอเรื่อง "คนทำไม่ขอโทษ คนขอโทษยังไม่ได้ทำ" ว่า คำนี้ชาวบ้านรอมานานเแล้ว และเมื่อกล่าวออกมาอย่างจริงใจ ไร้เงื่อนไข ไร้มายา ก็ช่วยลดความเจ็บปวดลงไปได้มาก
สำหรับผู้รับแล้ว การจะให้อภัยผู้กล่าว "ขอโทษ" หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับความเชื่อของตนว่า ผู้เอ่ยคำขอโทษนั้นมีความสุจริตใจมากน้อยเพียงใดอีกด้วย
การขอโทษ "แทนรัฐบาลก่อน" เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะได้ยินนัก แต่เป็นการสะท้อนถึงการแอ่นอกรับผิดชอบกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าตนจะเป็นผู้ก่อหรือไม่ก็ตาม
"ความผิด" ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ยอมรับในฐานะส่วนตัวและฐานะเคยเป็นผู้บัญชาการทหารบก และมิอาจจะทานต่อการตัดสินใจของรัฐบาลทักษิณ ในหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับภาคใต้นั้น เป็นประเด็นที่น่าใคร่ครวญยิ่ง เพราะท่านกล่าวต่อในคำปราศรัยนั้นว่า
"ผมเคยพยายามคัดค้านนโยบายหลายประการของรัฐบาลชุดที่แล้ว และผมก็มีส่วนผิดที่คัดค้านนโยบายแล้วไม่เป็นผล"
ฟังคำขอโทษของนายกฯ สุรยุทธ์ต่อคนภาคใต้แล้ว ย่อมทำให้เกิดความคิดที่จะให้ "คนค้านนโยบาย" ภายในรัฐบาลนั้น มีช่องทางที่จะฟ้องประชาชนและแสดงความเห็นที่แปลกแยกจากผู้มีอำนาจ ณ ขณะนั้นได้อย่างตรงไปตรงมา
เหตุหนึ่งเพราะสื่อไม่เสรี และอีกเหตุหนึ่งเพราะการเมืองส่วนกลางครอบงำสื่อและปัญญาชนจำนวนหนึ่งให้หลงเชื่อตามกระแส
การปฏิรูปสังคมจะได้ผลจริงจังได้ ต้องให้แน่ใจว่าผู้คัดค้านแนวทางของผู้ครองอำนาจรัฐจะต้องมี "สื่อเสรี" ที่จะสะท้อนความคิดความอ่านอีกแนวทางหนึ่ง ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนหรือสอดคล้องกับของผู้มีอำนาจ
"ผู้ต่อสู้กับความเลวร้ายผู้ต่อต้านความอธรรมที่อยู่ภายในระบบ จะได้ไม่ต้องกล่าวคำขอโทษแทนใครอีกในวันข้างหน้า" เป็นบทสรุปจากกาแฟดำ
ส่วนสถานการณ์ไฟใต้ ยังเป็นหนังเรื่องยาวที่คงจะไม่จบง่ายๆ
Labels: politics


0 Comments:
Post a Comment
Links to this post:
Create a Link
<< Home