en-aitch-tee-gee-net

Upcoming!!

- There will be an enormous update in march.


- DIY Projector(pros&cons, some critical topics)

- My Workspace

- Blogtag referred by anpanpon

- Booktag referred by bact'

- My Trip in London(+Southampton)

- Study at University Heilbronn(one year as software engineering student)

- Information for thai students who interested in study at Germany(+ my experiences)

"โปรดอย่ารอคอย แต่จงติดตามด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน" ประโยคเด็ดจากบรรณาธิการมติชนสุดสัปดาห์


en-aitch-tee-gee-net

Love me love my blog!

13.3.07

My room via Microsoft's Live Search Maps


image snapped from http://maps.live.com

When I saw this, I though it was just a copy from Google Earth.
But after I've tried, Wow! Well done!

tags :

11.1.07

Die esrte 40 Euro Bezahlung ist dem Schwarzfahrer sein Tod

Am 10. Januar 2007...
Richtung Biettigheim-Bissinggen -> Heilbronn...

Die esrte 40 Euro Bezahlung ist dem Schwarzfahrer{ich} sein Tod

T_T

tags :

Labels:

27.11.06

1ปี

วันนี้วันที่27ละ
ย้อนกลับไป3วันก่อน คือวันที่24
ย้อนกลับไปปีก่อน วันที่24พฤษจิกายน2547 ตอนตี1
แม่ผมพิมพ์ทักมาในเอ็ม บอกให้รีบโทรกลับบ้านด่วน
ป้าลอเสียแล้ว ผมตัดสินใจกลับไทยทันที
สรุป ผมได้ไปแค่งานศพ
ผมกลับมาใช้ชีวิตต่อที่เยอรมัน เข้าเรียนมหาลัย มีงานทำ
จนเวลาผ่านมาครบ1ปี จากวันนั้นแล้ว
ผมยังเสียใจอยู่เหมือนเดิม แม้ช่วงนี้ผมจะไม่ได้ร้องไห้บ่อยเหมือนช่วงแรก
ผมกลับรู้สึกแย่ เพราะเวลาผ่านทำให้ผมลืมความเสียใจงั้นหรือ?
ไม่นะ ผมยังเสียใจเท่าเดิม ที่ไม่ทันได้กลับไปก่อน
ผมชะล่าใจเอง คิดเองว่าป้าลอจะต้องรอผมนะ
จนถึงทุกวันนี้ ทำงานแล้ว ผมอยากกลับไทยตอนนี้ ผมก็กลับได้
แต่กลับไปผมก็ไม่มีวันได้เจออีก
เวลา ที่ยังเดินไปอยู่เรื่อยๆ นึกย้อนกลับไป มันก็ยิ่งเสียใจ
ตอนยังเด็ก ผมได้เจอ อยู่ด้วยกันแทบทุกวัน
เวลาผ่าน ป้าลอกลับไปอยู่บ้าน ตจว คอยเข้ามาบ้าง ผมเฝ้ารอ
พอผมมาเยอรมัน ไม่นึกมาก่อนเลยว่าที่สนามบินนั้นจะเป็นการเจอกันครั้งสุดท้าย
ตอนนั้นเองยังแทบจะไม่มีเวลาร่ำลามากเลย เพราะผมกลัวตกเครื่อง
จนถึงวันนี้ ตอนนี้ มันไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว
แต่มันก็ตลก เพราะผมเหมือนจะยังเฝ้ารอโอกาสที่จะได้เจอกันอีก แม้เพียงแป๊บเดียว
หลายครั้งหมดหวัง หลายครั้งผมคิดว่าผมจะอยู่ไปเพื่ออะไร
แต่เออ เผลอไป ผมยังมีครอบครัวอยู่อีกนี่หว่า
ชีวิตมันก็แปลกจริงๆ ผมมาที่นี่ เพื่อมาตามหาฝันบางอย่าง
แต่แล้ว มันกลับทำให้ผมพลาดโอกาสที่จะได้เจอป้าลออีกครั้ง
จนตอนนี้ความฝันที่ผมตามหาอยากจะเจอมาสุดมันคงไม่มีทางเป็นจริง

ชีวิตคืออะไร?

ป้าลอคิดถึงเต็งอยู่รึเปล่า เต็งคิดถึงป้าลอนะ

หายไวๆ เพื่อน

เพื่อน ที่ Hochschule Heilbronn เรียนด้วยกัน ชื่อ Falk
ทำงานที่โรงงานที่บ้าน โดนเครื่องอะไรไม่รู้ทับมือ นิ้วหายไปหลายนิ้ว
เข้าโรงพยาบาลอยู่ ว่าจะไปเยี่ยมหลายวันละ ตื่นสายทุกวัน
หายไวๆนะเพื่อน

/**
*ไว้มีเวลาแล้วมาแปลเป็นเยอรมันด้วย!
*/

Labels:

จรรยาบรรณและมารยาทของการเขียนบล๊อก

Blog ethics
via bact'

Labels:

แข่งขัน - แบ่งปัน



จาก bact'
ชอบๆ

Labels:

FACT

Freedom Against Censorship Thailand
กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย

ชูมือ2ข้าง! ชูเท้าอีก2ข้าง! สนับสนุน

via bact'

Labels:

สวัสดี คุณบล๊อก

ไม่ค่อยจะได้อัปเดตเลย เหงารึเปล่า?
...
พบว่าเดือน9 กับเดือน10 ว่างเปล่าเลยแฮะ
ทำอะไรมาบ้าง
เดือน9 กลับไทย 1เดือนเต็ม เวลาผ่านไปเร็วจนไม่ทันรู้สึกตัว
เดือน10 กลับมาพบกับระบบการเรียนแบบจริงจังที่นี่ งงเลย
เอาเป็นว่าต่อไปนี้จะพยายามอัปเดตให้เป็นระบบ สม่ำเสมอมากขึ้นละกัน

จะว่าไป ทำไปทำมาเหมือนทำบล็อคตามใจตามอารมณ์ตัวเองมากเกินไป
สรุปคือเหมือนเขียนให้ตัวเองอ่านรู้เรื่องคนเดียว
ก็เออ ไว้มีอารมณ์จะทำให้มันดูนีกว่านี้ละกัน
Ciao!

13.11.06

ขอโทษ

มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1369

แมลงวันในไร่ส้ม

เปิดสื่อ-เช็คเรตติ้ง "บิ๊กแอ้ด"แอ่นอก"ขอโทษ"ชาว 3 จว.ใต้

ปัญหาไฟใต้ยังยึดครองหน้า 1 หนังสือพิมพ์ ด้วยข่าวระเบิดและฆ่ารายวันกับแนวทาง "สันติวิธี"

เหตุการณ์สำคัญในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือการลง 3 จังหวัดใต้ในฐานะนายกฯ ครั้งแรกของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และ นายพระนาย สุวรรณรัฐ ผู้อำนวยการศูนย์บริหาราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต.

พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 3 พฤศจิกายน นำเสนออย่างคึกคัก

นายกฯ ลงใต้ ขอโทษชาวมุสลิมแทนทักษิณ กรณีตากใบ ชี้ชัดรัฐทำผิด (เดลินิวส์), รัฐผิดพลาด สุรยุทธ์ขอโทษแก้ปัญหาใต้ แทนรัฐบาลที่แล้ว (ไทยรัฐ)

แอ้ดเปิดใจมุสลิม ยอมขอโทษแทน รบ.แม้ว-รบ.นี้ (ข่าวสด), ประกาศต่อหน้าผู้นำศาสนา นายกฯ ขอโทษ รบ.เก่าใช้ความรุนแรงแก้ใต้ (มติชน)

สุรยุทธ์ขอโทษแทนทักษิณ (ไทยโพสต์), มุสลิมใต้ร่ำไห้ สุรยุทธ์ขอโทษรัฐผิดพลาด (กรุงเทพธุรกิจ) ฯลฯ

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ณ โรงแรมซีเอสปัตตานี ท่ามกลางข้าราชการ ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่นใน 5 จังหวัดภาคใต้ประมาณ 1,500 คน

หนังสือพิมพ์ต่างๆ รายงานข่าวค่อนข้างละเอียดว่า หลังจากผู้นำศาสนาจาก จ.สตูล ขอให้นำคนผิดกรณีตากใบมาลงโทษ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลทำให้เห็นว่า มีแต่ภาคประชาชนเท่านั้นที่เป็นฝ่ายผิด จึงรู้สึกว่ารัฐทำเกินกว่าเหตุ และขอให้รัฐบาลขอโทษประชาชน

พล.อ.สุรยุทธ์ตอบรับทันทีว่า

"ที่จะให้ผมขอโทษ ผมขอโทษแทนรัฐบาลที่แล้วและขอโทษแทนรัฐบาลนี้ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นความผิดส่วนใหญ่ของรัฐ ซึ่งต้องช่วยกันแก้ไขต่อไป ผมขอโทษแทนเจ้าหน้าที่และรัฐบาลชุดที่แล้ว รัฐบาลชุดนี้ขอยื่นมือออกไปแล้วบอกว่า ผมเป็นคนผิด ผมขอโทษ ผมเคยเป็นผู้บัญชาการทหารบกมาก่อน และเคยพยายามคัดค้านการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่ไม่เป็นผล ถือว่าผมมีส่วนผิดด้วย ที่คัดค้านการยุบ ศอ.บต. ไม่สำเร็จ..." นายกรัฐมนตรีกล่าวท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้เข้าร่วมประชุม

ท่าทีดังกล่าว ทำให้เกิดความคาดหวังว่า สถานการณ์ในภาคใต้น่าจะเย็นลง และนำไปสู่การแก้ปัญหาในที่สุด



เสียงสะท้อนผ่านสื่อต่างๆ เป็นไปในทางบวก

แม่ลูกจันทร์เปิดสำนักข่าวหัวเขียว ไทยรัฐฉบับ 4 พฤศจิกายน ด้วยเรื่อง "ขอโทษคำเดียว" ระบุว่า เป็นสัญญาณที่ดีว่าวิกฤตไฟใต้อาจยุติลงได้ในอีกไม่ช้าไม่นาน เนื่องจากรัฐบาลใหม่ใช้ยุทธศาสตร์ที่ตรงข้ามกับยุทธศาสตร์เดิม

ข้อสำคัญ การที่นายกฯ พล.อ.สุรยุทธ์พูดเปิดใจ ขอโทษประชาชนแทนรัฐบาลเก่าและขอโทษในนามตัวเอง ทำให้ผู้นำท้องถิ่นและผู้นำศาสนาปรบมือกันเกรียวกราว คนเรา แค่รู้จักขอโทษ กล้ายอมรับผิด ก็ช่วยละลายความขัดแย้งไปแล้ว 50 เปอร์เซ็นต์

"แค่ "ขอโทษ" คำเดียว สร้างความรู้สึกดีๆ ได้อีกเยอะเลย แต่บางคนก็แปลกไม่ยอมขอโทษ กลัวเสียฟอร์ม" แม่ลูกจันทร์ทิ้งท้าย

คอลัมน์บุคคลในข่าว ไทยรัฐ ฉบับ 5 พฤศจิกายน โดยเห่าไฟ ระบุว่า การกล่าวขอโทษของ พล.อ.สุรยุทธ์ ที่กล่าวอย่างตรงไปตรงมา สื่อให้เห็นถึงความจริงใจในการยุติปัญหาร่วมกัน

พร้อมกับข้อสังเกตว่า "มาถึงวันนี้ คมช. และรัฐบาลสุรยุทธ์ บุกไปข้างหน้าหนักขึ้น การส่งสารผ่านสื่อไปยังประชาชนเพื่อสะท้อนภาพการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาลทักษิณ อย่างตรงไปตรงมา โดยใช้เหตุผลมาชี้ให้เห็นเป็นข้อๆ ไป"

บทนำเดลินิวส์ ฉบับ 6 พฤศจิกายน เรื่อง "บรรทัดฐานและการขอโทษ" ระบุว่า คำขอโทษของ พล.อ.สุรยุทธ์ แม้จะเป็นข้อความสั้นๆ แต่ก็สร้างความประทับใจ ให้ความรู้สึกที่ดี จนผู้นำศาสนาคนหนึ่งลุกขึ้นกล่าวขอโทษตอบ เป็นการแสดงความรู้สึกที่ดีตอบแทน

นอกจากท่าทีของนายกรัฐมนตรี รัฐบาลยังได้ปรับเปลี่ยน และส่งสัญญาณอีกหลายประการให้เห็นความมุ่งมั่นที่จะนำความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้อย่างรวดเร็ว

คำเตือนจากเดลินิวส์ก็คือ บรรยากาศที่ดีขึ้นในช่วงสั้นๆ จากการแสดงออกของนายกฯและท่าทีของภาครัฐ อาจไม่ถึงกับทำให้เชื่อว่า ปัญหาที่สั่งสมมาหลายปีจะยุติลงโดยพลัน แต่ก็เป็นการทำให้ทุกฝ่ายพร้อมจะหันหน้าเข้าหากัน สิ่งที่รัฐบาลต้องระวังคือ การดูแลป้องกันมิให้ผู้ปฏิบัติระดับพื้นที่วางตัว หรือกระทำการที่ไม่เป็นธรรมกับประชาชน ก่อให้เกิดเงื่อนไขแห่งอคติหรือความไม่ไว้วางใจขึ้นมาได้อีก เพราะจะทำให้สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นขณะนี้เลวร้ายจนแก้ไขยากซ้ำอีก



ส่วนกาแฟดำแห่งกรุงเทพธุรกิจ ยังคงเดินหน้าย้ำเรื่อง "สื่อเสรี" โดยเฉพาะทีวี เสนอเรื่อง "คนทำไม่ขอโทษ คนขอโทษยังไม่ได้ทำ" ว่า คำนี้ชาวบ้านรอมานานเแล้ว และเมื่อกล่าวออกมาอย่างจริงใจ ไร้เงื่อนไข ไร้มายา ก็ช่วยลดความเจ็บปวดลงไปได้มาก

สำหรับผู้รับแล้ว การจะให้อภัยผู้กล่าว "ขอโทษ" หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับความเชื่อของตนว่า ผู้เอ่ยคำขอโทษนั้นมีความสุจริตใจมากน้อยเพียงใดอีกด้วย

การขอโทษ "แทนรัฐบาลก่อน" เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะได้ยินนัก แต่เป็นการสะท้อนถึงการแอ่นอกรับผิดชอบกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าตนจะเป็นผู้ก่อหรือไม่ก็ตาม

"ความผิด" ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ยอมรับในฐานะส่วนตัวและฐานะเคยเป็นผู้บัญชาการทหารบก และมิอาจจะทานต่อการตัดสินใจของรัฐบาลทักษิณ ในหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับภาคใต้นั้น เป็นประเด็นที่น่าใคร่ครวญยิ่ง เพราะท่านกล่าวต่อในคำปราศรัยนั้นว่า

"ผมเคยพยายามคัดค้านนโยบายหลายประการของรัฐบาลชุดที่แล้ว และผมก็มีส่วนผิดที่คัดค้านนโยบายแล้วไม่เป็นผล"

ฟังคำขอโทษของนายกฯ สุรยุทธ์ต่อคนภาคใต้แล้ว ย่อมทำให้เกิดความคิดที่จะให้ "คนค้านนโยบาย" ภายในรัฐบาลนั้น มีช่องทางที่จะฟ้องประชาชนและแสดงความเห็นที่แปลกแยกจากผู้มีอำนาจ ณ ขณะนั้นได้อย่างตรงไปตรงมา

เหตุหนึ่งเพราะสื่อไม่เสรี และอีกเหตุหนึ่งเพราะการเมืองส่วนกลางครอบงำสื่อและปัญญาชนจำนวนหนึ่งให้หลงเชื่อตามกระแส

การปฏิรูปสังคมจะได้ผลจริงจังได้ ต้องให้แน่ใจว่าผู้คัดค้านแนวทางของผู้ครองอำนาจรัฐจะต้องมี "สื่อเสรี" ที่จะสะท้อนความคิดความอ่านอีกแนวทางหนึ่ง ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนหรือสอดคล้องกับของผู้มีอำนาจ

"ผู้ต่อสู้กับความเลวร้ายผู้ต่อต้านความอธรรมที่อยู่ภายในระบบ จะได้ไม่ต้องกล่าวคำขอโทษแทนใครอีกในวันข้างหน้า" เป็นบทสรุปจากกาแฟดำ

ส่วนสถานการณ์ไฟใต้ ยังเป็นหนังเรื่องยาวที่คงจะไม่จบง่ายๆ

Labels:

28.8.06

Love Equations



The way to tell someone whom you love with mathetics
from Pantip webboard(Thai)


tags :

16.8.06

คิดถึงกลิ่นสะพานปลา



สวัสดีแฟนๆผู้อ่านบล็อคที่เคารพรัก(มีด้วยหรอ?)

ตามปกติแล้วเนื่องจากนิสัยการใช้ชีวิตที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ดินมักจะพอกหางหมูเปนก้อนใหญ่แล้วผมถึงจะค่อยมาอัปเดตทีละเยอะๆ
แต่วันนี้อย่าแปลกใจ คือมีเรื่องใหญ่ที่นำมาอัปเดตอย่างกระทันหัน ซึ่งก้อคือเรื่องของสะพานปลานี่เอง

จากการอ่านข่าวไทยตามเว็บที่ทำเป็นกิจวัตรทำให้ได้เจอข่าวนี้ที่ นสพ.ประชาชาติธุรกิจ จึงขออนุญาตินำมาลงประกอบ ณ ที่นี่ด้วย
ผม ตัวผมเอง เพื่อนๆ รวมทั้งศิษย์วัดสุทธิแทบทุกคนคุ้นเคยกับสะพานปลาเป็นอย่างดี
สะพานปลาอยู่ติดกับโรงเรียน ล้อมด้านข้างกับด้านหลังเอาไว้
และที่คุ้นเคยกันดีก้อคือกลิ่นปลาที่ลอยมาทุกเช้านั่นเอง จำความได้ตอน ม.1 พึ่งเข้ามาใหม่ๆนี่งงเลย และก็มีหลายช่วง ที่ต้องเข้าแถวตอนเช้าใต้ตึก9
ที่ที่แสนสบาย ไม่ต้องตากแดด และลมพัดเย็นชวนนอนหลับหลังเตะบอลตอนเช้า ที่มาพร้อมกับกลิ่นปลา ซึ่งเปนจุดรับกลิ่นที่ดีที่สุด!?! ซึ่งอยู่ไปซักพัก
ก็ชินเอง แล้วก้ออยู่ได้จนจบ6ปี คือไม่ได้รู้สึกรู้สากับกลิ่นเท่าไรแล้ว

ชีวิตคนสะพานปลาก้อพอเห็นพอคุ้นเคยมาบ้าง ที่จะคึกคักแต่เช้า เคยเห็นพนักงานสะพานปลาเดินข้ามถนนเจริญกรุงมากินน้ำซ่าพร้อมกันบ่อยๆ
(สะพานลอยหน้าโรงเรียนเอาไว้บังแดด) พนักงานก็จะมีอุปกรณ์อะไรซักอย่างแปลกๆ ปลายเปนตะขอ คิดว่าน่าจะเอาไว้เกี่ยวปลา หรือลังปลา

หลังจากวันที่1ตุลานี้ ทุกอย่างคงเปลี่ยนไปหมด ซึ่งก็น่าส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะวิถีชีวิตของคนในย่านนั้น จากที่ได้อ่านคำให้สัมพาษณ์
ของผอ.ทรัพย์สินฯช, ผู้เช่าที่รายใหม่และรองผอ.สะพานปลาแล้ว เริ่มจากฝั่งสะพานปลา ซึ่งดูมีเหตุผลในหลายๆเรื่อง เช่นเรื่องสิ่งแวดล้อม รวมถึงได้ทิ้งข้อสงสัยเรื่องของเงื่อนงำของสัญญาเช่า กลับกันทางฝั่งผู้เช่ารายใหม่ ที่ปัดความรับผิดชอบไปให้สำนักงานทรัพย์สินฯ
และทางผอ.ทรัพย์สิน กับคำสัมพาษณ์ที่ยังไม่กระจ่างในหลายๆเรื่อง ซึ่งผมได้เกิดข้อสงสัยในการอ้างนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งดูจะไม่เข้ากัน
เปรียบเทียบระหว่างโปรเจคสุดหรู7พันล้านกับองค์การสะพานปลาและชีวิตชุมชน

คิดว่าการย้ายออกในวันที่1ตุลาก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงแล้ว จึงเกิดข้อสงสัยขึ้นมา ถึงผลที่จะตามมา
ไม่เพียงแต่ผลกระทบของสะพานปลา ลูกจ้างทั้งหมด แต่รวมถึงโรงเรียนด้วย ซึ่งผมเองคิดว่าโปรเจคใหญ่มูลค่า7พันล้าน รวมทั้งห้างสรรพสินค้าใหญ่
ไม่น่าจะส่งผลดีต่อโรงเรียนแม้แต่นิดเดียวเลย แหล่งจูงใจวัยรุ่นหลังเลิกเรียนที่ติดข้างๆ? ปัญหาเรื่องเสียงที่อาจจะกระทบการเรียนการสอน?
รวมทั้งอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในโรงเรียนอีกหลายๆอย่าง ซึ่งน่าจะทำให้บรรยากาศไม่เหมือนเดิม และดูจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
เทียบกับปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมของสะพานปลาที่เป็นหนึ่งในข้ออ้างที่ทำให้ไม่ได้ต่อสัญญา ก็ดูจะกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย
ก็ไม่อาจจะมองข้ามไปได้เลยในอนาคต ถ้ากลุ่มทุนต้องการจะขยายที่ พื้นที่5ไร่ของโรงเรียนก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ และถ้าผอ.ทรัพย์สินเปลี่ยนแปลงนโยบาย
หรือผอ.คนใหม่อาจจะมีนโยบายที่แตกต่างไป รวมทั้งโรงเรียนอาจจะได้รับข้อเสนอที่น่าสนใจ ผอ.โรงเรียนเห็นดีเห็นงามไปด้วย นั่นคือโรงเรียนอาจจะถูกย้าย?

อาจจะดูเป็นการคิดมากเกินไป แต่ก็มีความเป็นไปได้ เช่นกรณีของช่างกลอุเทนฯ ก็ต้องย้ายที่มาแล้ว แม้จะต่างเหตุผล ก็ตาม อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุด
คือผมเองไม่เห็นด้วยกับการที่จะสร้างห้างสรรพสินค้าใหญ่ติดกับโรงเรียน
ซึ่งก็คงจะเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป ผมเองก็ยังไม่ได้ข้อมูลอะไรมากมาย ตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ที่เมืองไทย ได้แต่ติดตามข่าวผ่านเน็ตอย่างเดียว
ซึ่งมันอาจจะมีแง่มุมอะไรที่แตกต่างออกไป และก็ต้องคอยดูว่าจะมีผลกระทบอะไรกับโรงเรียนบ้าง ซึ่งมันก็คงกระทบมาถึงลูกชาย(ในอนาคต)
ที่ผมตั้งใจจะให้เข้าไปเรียนที่โรงเรียนวัดสุทธินี่เอง

อ้างอิง
- องค์การสะพานปลา
- สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
- สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย-วิกิพีเดีย
- หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

ข่าวจากนสพ.ประชาชาติธุรกิจ

วันที่ 07 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3816 (3016)
"เตชะอุบล"ซุ่มคว้าที่ดิน"สะพานปลา" พัฒนา35ไร่ริมเจ้าพระยา

จับตา "เตชะอุบล" ฮุบที่ผืนงาม สะพานปลากรุงเทพ 35 ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทำโครงการพัฒนา หลังสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทำหนังสือแจ้งองค์การสะพานปลา (อสป.) ผู้เช่า ขอให้รีบส่งมอบสถานที่เช่าคืนก่อนอายุสัญญาเช่าที่จะหมดลงในวันที่ 1 ตุลาคม 2549 ส่งผลเดือดร้อนกันไปทั่ว ทั้งพนักงาน/แพปลากรุงเทพ ขณะที่กระทรวงเกษตรฯยังเฉย ทั้งๆ ที่เวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว

ที่สุดสวยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านติดกับถนนเจริญกรุง จำนวน 35 ไร่ ที่เป็นสถานที่ตั้งขององค์การสะพานปลา (อสป.) รัฐวิสาหกิจเก่าแก่ที่มีอายุ 56 ปี กำลังจะถูกเปลี่ยนมือ เมื่อสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในฐานะเจ้าของที่ดินผืนนี้ได้ตัดสินใจบอก "ยกเลิก" สัญญาเช่ากับองค์การสะพานปลา เพื่อนำที่ดินแปลงดังกล่าวมาทำโครงการพัฒนาที่ดิน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันในวงการอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของประเทศว่า ที่ดินผืนนี้ได้ถูกยกให้กับ "กลุ่มเตชะอุบล" นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อเสียงโด่งดัง นำไปพัฒนาโครงการเรียบร้อยไปแล้ว

แหล่งข่าวจากวงการอสังหาริมทรัพย์เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ทุกคนในวงการกำลังจับตามองไปที่โครงการพัฒนาที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งขององค์การสะพานปลา (อสป.) ปัจจุบันในจำนวน 35 ไร่เศษ เนื่องจากมีข่าวออกมาเป็นระยะๆ ทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะเอาที่ดินแปลงนี้คืน เพื่อนำไปพัฒนาโครงการต่อ

ล่าสุดมีรายงานเข้ามาว่า เมื่อเร็วๆ นี้สำนัก งานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยนายประสงค์ บุญช่วยส่ง หัวหน้าฝ่ายบริหารภูมิภาค ในฐานะผู้ดูแลบริหารพื้นที่บริเวณโครงการ

สะพานปลากรุงเทพ ได้ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา อ้างถึงสัญญาเช่าที่ดินฉบับที่ อร.576/2548 ตามที่ องค์การสะพานปลาได้เช่าที่ดินบางส่วนของโฉนดที่ดินเลขที่ 1681 เลขที่ดิน 1 ตำบลยานนาวา (บ้านทวาย) เขตยานนาวา (สาทร) ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ใช้แปลงหมายเลข 1 มีกำหนดอายุสัญญาเช่า 1 ปี นับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2548

ปรากฏที่ดินแปลงนี้ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งสะพานปลากรุงเทพของ องค์การสะพานปลาในปัจจุบันกำลังจะหมดอายุสัญญาการเช่าลงในวันที่ 1 ตุลาคม 2549 ดังนั้นสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในฐานะผู้ให้เช่า จึงแจ้งให้กับองค์การสะพานปลา ขอให้ส่งมอบสถานที่เช่าคืนให้กับสำนักงานทรัพย์สินฯทันทีที่หมดอายุสัญญาการเช่า นั่นหมายความว่า สะพานปลากรุงเทพจะต้องย้ายออกไปจากที่ดินของ
สำนักงานทรัพย์สินฯ ทั้งๆ ที่ได้อาศัยทำประโยชน์ต่อ "สาธารณชน" มาเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 56 ปี

สำหรับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ตกถังข้าวสารได้รับเลือกให้เป็นผู้บริหารและพัฒนา ที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาผืนงามนี้ มีรายงานข่าวจากวงการอสังหาริมทรัพย์เข้ามาว่า เป็น "กลุ่มเตชะอุบล" เตรียมที่จะลงนามในสัญญาการพัฒนาที่ดินกับสัญญาจดทะเบียนการเช่าที่ดิน
กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่เบื้องต้นได้มีการลงนามกันในบันทึกความเข้าใจ ไปแล้ว ในเดือนธันวาคม 2548

ปัญหาที่ตามมาก็คือ จะย้ายสะพานปลากรุงเทพที่ตั้งมาไม่ต่ำกว่า 56 ปีไปไว้ที่ไหน ทั้งๆ ที่ระยะเวลาการเช่าเหลืออยู่ไม่ถึง 3 เดือน จริงอยู่ที่ว่าในประเด็นนี้สำนักงานทรัพย์สินฯอาจพิจารณาได้ว่า "ธุระไม่ใช่" เพราะสำนักงานได้แจ้งเตือนและทำหนังสือบอกกล่าว
ให้ส่งมอบที่ดินที่เช่าคืนเป็นการล่วงหน้ามาแล้ว ในขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของ อสป. ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวหรือ "แกล้ง" ไม่รู้ถึงความเดือดร้อนของทั้ง

พนักงานใน อสป.และ ประชาชนที่ทำมาหากินหรือมีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น (ซื้อขาย) ปลาที่สะพานปลากรุงเทพอีกเป็น 1,000 คนก็ได้

ทางด้านแหล่งข่าวจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในหลักการหากผู้เช่าที่ดินสำนักงานทรัพย์สินฯจะเปลี่ยนมือการเช่าหน้าดิน
จากผู้เช่าหนึ่งไปอีกผู้เช่าหนึ่ง เมื่อสัญญาครบหรือไม่ครบ ผู้เช่าแรกจะต้องแจ้งสำนักงานทรัพย์สินฯก่อนจะทำนิติกรรมใดๆ กับผู้เช่ารายอื่นๆ

แต่กรณีสัญญาเช่าที่ดินขององค์การสะพานปลาบริเวณถนนเจริญกรุงนั้น เข้าใจว่าสัญญาใกล้หมดอายุแล้ว ทางสำนักงานทรัพย์สินฯจึงได้บอกกล่าวให้ผู้เช่าทราบล่วงหน้า เพราะที่ดินแปลงนี้สำนักงานทรัพย์สินฯมีนโยบายจะพัฒนาหารายได้ในเชิงพาณิชย์

"ปัจจุบันศักยภาพของทำเลแถบนี้มีความเจริญมากและอยู่ใกล้เมือง อยู่ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีตากสิน (บางรัก) เมื่อครบสัญญาเช่าเราจึงจำเป็นต้องเรียกคืนที่ดินมาพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ตามมารยาทเราก็บอกกล่าวล่วงหน้า ส่วนสำนักงานทรัพย์สินฯจะให้ผู้ใดมาพัฒนาต่อ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง" แหล่งข่าวกล่าว

เปรียบไปก็เหมือนกับกรณีที่ดิน 120 ไร่ บริเวณโรงเรียนเตรียมทหารเดิม ถนนพระรามที่ 4 ติดกับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลุมพินี ล่าสุดทางสำนักงานทรัพย์สินฯได้ออกหนังสือประทับตราแจ้ง
เพื่อบอกกล่าวแก่ผู้เช่ารายใหญ่และรายย่อยอย่างเป็นทางการแล้ว ในการเรียกคืนที่ดินเช่า หลังครบสัญญาในกลางปี 2550

ทั้งนี้สำนักงานทรัพย์สินฯจะพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ต่อไป โดยเปิดประมูลหาผู้สนใจไปแล้วเมื่อปีก่อน ปัจจุบันได้คัดเลือกแล้ว 3 รายคือ เซ็นทรัล-แสนสิริ และ ที.ซี.ซี.แลนด์ ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ซึ่งกำลังพิจารณาอยู่ว่าจะให้รายเดียวหรือร่วมกันพัฒนาดี เพราะโครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก

นอกจากนี้พฤติการณ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ทยอยเรียกคืนที่เช่า ไม่ว่าที่ดินนั้นจะมีราษฎร์อาศัยทำมาหากินหรืออยู่อาศัยมาเป็นระยะเวลายาวนานเท่าใดก็ตาม ยัง สอดคล้องกับผลวิจัยของ รศ.ดร.พอพันธ์ อุยยานนท์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในหัวข้อ "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับบทบาทการลงทุนทางธุรกิจ" ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า ที่ดินเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของสำนักงานทรัพย์สินฯ ทั้งในแง่ของขนาดและศักยภาพในการ "สะสมความมั่งคั่ง" ในฐานะเป็นเจ้าของที่ดินประมาณ 1 ใน 3 ของที่ดินในกรุงเทพฯ มีหลายทำเลดังๆ เป็นที่ดินของทรัพย์สินฯทั้งสิ้น อาทิ สะพานขาว วรจักร พระรามที่ 4 สีลม เจริญกรุง หลังสวน ซอยต้นสน-เพลินจิต เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกลุ่มเตชะอุบล ซึ่งนำโดยนายสดาวุธ เตชะอุบล อดีตประธานกรรมการ บริษัท คันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท

เอเวอร์แลนด์ จำกัด (มหาชน) นั้น ก่อนหน้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเป็นกลุ่มธุรกิจที่เป็นที่รู้จักกันดี
ในวงการอสังหาริมทรัพย์และแวดวงการเงิน โดยเฉพาะในวงการอสังหาฯ กลุ่มคันทรี่เคยสร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวโครงการคันทรี่มารีน่า ซิตี้ บ้านและคอนโดฯริมน้ำ มูลค่าการพัฒนากว่าหมื่นล้านบาท บนเนื้อที่ 150 ไร่ ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง ติดถนนบางนาตราด ก.ม.48 ที่ตั้งเป้าจะให้เป็นเมืองใหม่ริมแม่น้ำ นอกจากนั้นยังพัฒนาโครงการคอนโดฯและบ้านเดี่ยวหลายโครงการ

ช่วงเกิดวิฤกตเศรษฐกิจกลุ่มคันทรี่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง มีหนี้สินล้นพ้นตัวกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้โครงการพัฒนาที่ดินที่อยู่ระหว่างดำเนินการทุกโครงการหยุดชะงัก ขณะที่ผู้บริหารอย่างนายสดาวุธต้องเก็บตัวเงียบนาน 7-8 ปี เพื่อหาทางเคลียร์ภาระหนี้ที่มีอยู่กับสถาบันการเงินเจ้าหนี้หลายแห่ง ต่อมาได้ยื่นขอฟื้นฟูกิจการ บมจ.

คันทรี่ โดยมีบริษัทพร็อพเพอร์ตี้แพลนเนอร์ ของนายสวิจักร์ โลจายะ บุตรเขยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นผู้บริหารแผน และได้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยตัดขายทรัพย์สินชำระหนี้ แปลงหนี้เป็นทุน ฯลฯ และกลุ่มโลจายะได้เข้าเทกโอเวอร์กิจการ บมจ.คันทรี่มาดำเนินการต่อ

ขณะที่นายสดาวุธ เตชะอุบล ก็มีแผนจะหวนคืนวงการอสังหาฯ เพื่อทวงคืนความยิ่งใหญ่ในอดีต โดยประกาศชัดเจนว่าหลังจากสามารถพลิกฟื้นสถานะทางการเงิน
จากการเข้าลงทุนในธุรกิจหลักทรัพย์แล้ว ช่วงปลายปีนี้มีแผนจะลงทุนโครงการขนาดใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ตามแผนจะก่อสร้างเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว พร้อมศูนย์การค้า และสิ่งอำนวยความสะดวกสบายรองรับลูกค้า คิดเป็นมูลค่านับหมื่นล้านบาท เป้าหมายที่จะดำเนินการตามแผนคือ การพลิกที่ดินทำเลทองริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นที่ตั้งขององค์การสะพานปลาในปัจจุบันนั่นเอง

หน้า 1
วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3817 (3017)
ไขปมที่ดิน"ทรัพย์สินฯ"ริมเจ้าพระยา "เตชะอุบล"เช่ายาว25ปีเท7พันล.กู้ชื่อ

"สดาวุธ เตชะอุบล" ยอมรับคว้าสัญญาเช่าที่ดินริมเจ้าพระยา ที่ตั้ง "องค์การสะพานปลา" ย่านเจริญกรุงนานถึง 25 ปี เผยได้เซ็นสัญญากับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เรียบร้อยแล้ว ผุดไอเดียขึ้นโครงการอสังหาฯขนาดใหญ่ ทั้งคอนโดฯ-เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์-ศูนย์การค้า 7 พันล้าน เพื่อเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ หวังดึงชื่อเสียงกลับมา ชี้ปัญหาความเดือดร้อนของพนักงานและประชาชนย่านแพปลากว่าพันคน
อยู่ที่คู่สัญญาเจ้าของที่ดิน

โต้ข่าวสามีคุณหญิงหน่อยพัวพัน

จากกรณีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าที่ดิน จำนวน 35 ไร่กับองค์การสะพานปลา (อสป.) รัฐวิสาหกิจเก่าแก่ 56 ปี ซึ่งอยู่บนทำเลทองริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถนนเจริญกรุง โดยให้รีบส่งมอบที่ดินก่อนสัญญาจะหมดลงในวันที่ 1 ตุลาคม 2549 พร้อมดึงกลุ่มเตชะอุบลเป็นผู้เช่าที่ดินรายใหม่ เพื่อพัฒนาอสังหาริม ทรัพย์โครงการใหม่นั้น

เรื่องนี้นายสดาวุธ เตชะอุบล เจ้าของบริษัทแลนด์มาร์คกรุ๊ป ยอมรับกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่ในสำนักงานทรัพย์สินฯให้มาพัฒนาที่ดินแปลงดังกล่าวจริง โดยเช่าที่ดินต่อจาก อสป.และได้เซ็นสัญญาเช่าที่ดินกับสำนักงานทรัพย์สินฯไปแล้ว เป็นเวลา 25 ปี

"ที่ดินแปลงนี้อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ผมเองก็มีความสนใจอยู่แล้ว เพราะเป็นที่ดินมีศักยภาพ ปัจจุบันมีนักลงทุนและนักธุรกิจหลายรายต่างสนใจอยากเข้ามาพัฒนาที่ดินผืนนี้เช่นกัน" นายสดาวุธกล่าวและว่า

ตอนนี้ที่ดินบางส่วนที่ผู้เช่ารายเดิมเช่าอยู่ได้หมดสัญญาไปแล้ว บางส่วนจะหมดเดือนตุลาคม 2549 และบางส่วนจะหมดสัญญาเช่าใน ปี 2550 โดยบริษัทจะทยอยพัฒนาโครงการไป ทีละส่วน อาทิ โรงแรม 6 ดาว และมีโครงการ ที่พักอาศัย อาจจะเป็นคอนโดมิเนียมหรือเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ และอาจจะมีศูนย์การค้ารวมอยู่ด้วย

ตามแผนและคอนเซ็ปต์ของโครงการใหม่ ที่มีมูลค่ามากถึง 5,000-7,000 ล้านบาทนั้น ตนบอกได้เลยว่าถ้าใครได้เห็นจะต้องฮือฮามาก เพราะสไตล์ตนเองรูปแบบต้องไม่เหมือนคนอื่น จะต้องสวยงามที่สุด

แต่จะไม่เหมือนโครงการเก่าแบบคันทรี่ มารีน่า ซิตี้ที่บางปะกงแน่นอน รูปแบบจะต่างออกไป เพราะที่ดินผืนใหม่ที่เช่ามาอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ทำเลต่างกัน

ส่วนปัญหาการย้ายสะพานปลากรุงเทพที่ตั้ง มาไม่ต่ำกว่า 56 ปี และเหลือระยะเวลาการ เช่าเหลืออยู่ไม่ถึง 3 เดือน อาจส่งผลให้พนักงาน ใน อสป.และประชาชนที่ทำมาหากินหรือมีหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น (ซื้อขาย) ปลาที่สะพานปลากรุงเทพประมาณ 1,000 คนได้รับความเดือด ร้อนนั้น

นายสดาวุธกล่าวตอบว่า ตนไม่ทราบรายละเอียด เรื่องนี้เป็นเรื่องของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในฐานะคู่สัญญาและเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ความเห็นตนถ้าสัญญาเช่าหมดอายุ ผู้เช่าก็ต้องย้ายออกไป

เข้าใจว่า บางส่วนของ อสป.ได้ทยอยย้ายออกไปนอกเมืองแล้ว อาทิ มักกะสัน สมุทรปราการ หรือที่อื่นๆ ที่เหมาะสม

นอกจากนี้นายสดาวุธยังกล่าวปฏิเสธถึงกระแสข่าวที่สามีนางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับแผนพัฒนาที่ดินโครงการดังกล่าวว่า "ไม่เป็นความจริง คุณสมยศ (ลีลาปัญญาเลิศ) ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย"

อย่างไรก็ตาม นายสดาวุธย้ำว่า การพัฒนาที่ดินทั้งหมด แผนอยู่ในหัวหมดแล้ว และต้องการให้โครงการใหม่เป็นโครงการที่ทุกคนต้องพูดถึง ในลักษณะทอล์กออฟเดอะทาวน์ เพราะยังไงๆ ตนก็ต้องเอาชื่อเสียงกลับมา

"ประชาชาติธุรกิจ" ได้ติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับสัญญาเช่าที่ดิน
ขององค์การสะพานปลาถึงการบอกเลิกสัญญาในปีนี้ ซึ่งฝ่ายกองลูกค้าสัมพันธ์ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้รับปากในการติดตามข้อมูลจากผู้บริหารตามลำดับขั้นตอนต่อไป

ก่อนหน้านี้ "ประชาชาติธุรกิจ" ฉบับวันจันทร์ที่ 7-วันพุธที่ 9 สิงหาคม 2549 ได้เปิดประเด็นนำเสนอข่าวการคว้าที่ดิน "สะพานปลา" ของกลุ่ม เตชะอุบลไปแล้ว ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ว่า ที่ดินผืนงามได้ถูกยกให้ "กลุ่มเตชะอุบล" นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในอดีต เป็นจำนวนถึง 35 ไร่

ล่าสุดมีรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ทางสำนัก งานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยนายประสงค์ บุญช่วยส่ง หัวหน้าฝ่ายบริหารภูมิภาค ในฐานะผู้ดูแลบริหารพื้นที่บริเวณโครงการ สะพานปลากรุงเทพ ได้ทำหนังสือถึงผู้อำนวย การองค์การสะพานปลา อ้างถึงสัญญาเช่าที่ดินฉบับที่ อร.576/2548 ตามที่องค์การสะพานปลาได้เช่าที่ดินบางส่วนของโฉนดที่ดินเลขที่ 1681 เลขที่ดิน 1 ตำบลยานนาวา (บ้านทวาย) เขตยานนาวา (สาทร) ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ใช้แปลงหมายเลข 1 มีกำหนดอายุสัญญาเช่า 1 ปี นับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2548

เท่ากับว่า ที่ดินแปลงนี้กำลังจะหมดอายุสัญญาการเช่าลงในวันที่ 1 ตุลาคม 2549 ดังนั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จึงแจ้งให้องค์การสะพานปลาส่งมอบสถานที่เช่าคืนทันทีที่หมดอายุสัญญาการเช่า นั่นหมายความว่า สะพานปลากรุงเทพจะต้องย้ายออกไปจากที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯ ทั้งๆ ที่ได้อาศัยทำประโยชน์ต่อสาธารณชนมาเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 56 ปี ในเบื้องต้นคู่สัญญาใหม่ได้มีการลงนามกันในบันทึกความเข้าใจไปแล้ว ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548

ในกรณีที่คล้ายกัน ทางบริษัท พีคอน ดีเวลลอปเมนท์ (ไทย) จำกัด ในฐานะผู้เช่าที่ดินโรงเรียนเตรียมทหารเดิม ริมถนนพระรามที่ 4 ที่ตั้งโครงการสวนลุม ไนท์บาซาร์ ได้ทำบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (MOU) กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในการเช่าพื้นที่ย่านราชดำริ (บางกอกบาซาร์) เนื้อที่ 20 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นโครงการ "สวนลุม ไนท์บาซาร์แห่งใหม่" แทนที่ดินแปลงเดิมที่จะหมดสัญญาเช่าในปี 2550

ทำให้ประชาชน พ่อค้าและแม่ค้า ซึ่งเป็นผู้เช่ารายเก่าประมาณ 100 กว่าคูหา ในย่านราชดำริมีทีท่าไม่พอใจและคัดค้าน หลังได้รับการแจ้งให้ย้ายออกจากพื้นที่ภายในเดือนกรกฎาคมปีนี้ เนื่องจากสัญญาเช่าเดิมที่ทำไว้คราวละ 3 ปีได้หมดอายุลง และสำนักงานทรัพย์สินฯไม่ประสงค์ที่จะให้ต่อสัญญาเช่าให้

ขณะที่ตัวแทนผู้เช่าพื้นที่ "บางกอกบาซาร์" ส่วนใหญ่ไม่อยากย้ายออกและต้องการให้สำนักงานทรัพย์สินฯ
ต่ออายุสัญญาเช่าพื้นที่ออกไปอีก 10 ปี จนกว่าอาคารจะเสื่อมโทรมลง หรือมีการพัฒนาโครงการสวนลุม ไนท์บาซาร์แห่งใหม่ที่ชัดเจนออกมาแล้ว เนื่องจากตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาได้ลงทุนตกแต่งร้านไปเป็นจำนวนมาก

หน้า 1
วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3818 (3018)
ยึดที่สะพานปลาอ.ส.ป.ถึงขั้นเจ๊ง โวยทรัพย์สินฯแรงงาน2พันเคว้ง

องค์การสะพานปลาโอด หาก สำนักงานทรัพย์สินฯไล่ที่สะพานปลากรุงเทพ มีสิทธิ "เจ๊ง" เหตุเป็นแหล่ง "รายได้" จากค่าบริการถึง 30% ของรายได้ทั้งหมดที่ อ.ส.ป.มีอยู่ในปัจจุบัน แถมยังส่งผลกระทบไปถึงแรงงาน-กรรมกร-แพปลา-ผู้ค้า ในตลาดกลางอีกกว่า 2,000 คน เงินหมุนเวียนหายไปทันทีวันละ 300 ล้านบาท แฉสำนักงานทรัพย์สินฯไม่ยอมเปิดโอกาสให้มีการต่อสัญญา เซ็น MOU กับ "กลุ่มเตชะอุบล" ไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548 แต่เพิ่งมาบอกให้ย้ายออกในเดือนกรกฎาคมนี้เอง

การตัดสินใจของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ บอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินเลขที่ อร. 576/2548 สะพานปลากรุงเทพ ในบริเวณองค์การสะพานปลา (อ.ส.ป.) ตามโฉนดเลขที่ 1681 เลขที่ดิน 1 ตำบลยานนาวา (บ้านทวาย) เขตยานนาวา (สาทร) อายุสัญญาปีต่อปี เพื่อนำที่ดินบริเวณดังกล่าวไปให้ "กลุ่มเตชะอุบล" ไปพัฒนา ด้วยการสร้างโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว-คอนโดมิเนียมริมน้ำ หรือศูนย์การค้า ได้ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งบุคลากรที่ทำงานอยู่ใน อ.ส.ป.-แพปลา-กรรมกร ตลอดจนการซื้อขายสัตว์น้ำที่มีมูลค่าผ่านสะพานปลากรุงเทพ วันละไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท

นายเอกชัย สุขโหตุ รองผู้อำนวยการ องค์การสะพานปลา (อ.ส.ป.) เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันสะพานปลากรุงเทพของ อ.ส.ป.มีพื้นที่ดำเนินการเพียง 16 ไร่ เช่าที่ดินดังกล่าวจากทั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และกรมธนารักษ์ โดยที่ดินที่ อ.ส.ป.เช่าจากกรมธนารักษ์ จะครอบคลุมตั้งแต่ปากซอยถนนเจริญกรุง 58 ซึ่งติดกับธนาคารกรุงไทย ยาวไปจดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันใช้เป็นที่ตั้งอาคารสำนักงานของ อ.ส.ป. ส่วนที่ดินที่มีปัญหาถูกสำนักงานทรัพย์สินฯบอกเลิกเช่านั้น จะมีเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ ใช้เป็นที่ตั้งของอาคารสำนักงาน ส่วนของตลาดประมูลปลา โรงงานน้ำแข็ง รวมไปถึงสะพานปลาริมแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยก่อนหน้านี้ อ.ส.ป.ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินจาก สนง.ทรัพย์สินฯ ในลักษณะการทำสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี แต่หลังจากปี 2543 เป็นต้นมา สนง.ทรัพย์สินฯได้เปลี่ยนแปลงสัญญาเช่าใหม่โดยลดอายุการต่อสัญญาเช่าเป็นทุกๆ 3 ปี

และล่าสุดได้เปิดโอกาสให้ต่ออายุสัญญาเช่าเป็นปีต่อปี โดย สนง.ทรัพย์สินฯเพิ่งทำหนังสือยกเลิกการต่ออายุสัญญาการเช่าที่ดินแก่ อ.ส.ป. อย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี่เอง โดยอ้างเหตุผลว่า อ.ส.ป. ไม่ได้ดูแลปรับปรุงสุขอนามัยในพื้นที่สะพานปลา กทม.อย่างเหมาะสม สนง.ทรัพย์สินฯจึงใช้สิทธิ์ในสัญญาการเช่าที่ดินข้อที่ 19 ยกเลิกการเช่าที่ดินในปีต่อไปคือ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2549

นายเอกชัยกล่าวว่า ความจริง อ.ส.ป.ไม่ได้ "นิ่งเฉย" กับการแก้ไขปัญหาด้านสุขอนามัย แต่ สนง.ทรัพย์สินฯไม่เคยให้โอกาส อ.ส.ป. ได้รับสิทธิ์การเช่าที่ดินสะพานปลากรุงเทพในระยะยาวมาตั้งแต่ปี 2543 ดังนั้น อ.ส.ป.จึงไม่กล้าลงทุนปรับปรุงด้านสุขอนามัยอย่างเต็มที่เหมือนกับสะพานปลาแห่งอื่นๆ ซึ่ง อ.ส.ป.ได้ใช้งบประมาณปรับปรุง สุขอนามัยสะพานปลาที่อยู่ในความดูแลไปแล้วไม่ต่ำกว่า 4-5 แห่ง แห่งละไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

"ที่ผ่านมาเราขอทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาว 30 ปี และขอขยายพื้นที่เช่าที่ดินทรัพย์สินฯในบริเวณใกล้เคียงอีกประมาณ 4-5 ไร่ ครอบคลุมบริเวณซอยเจริญกรุง 64 ซึ่งเดิมเคยเป็นอาคารสำนักงานขององค์การอุตสาหกรรมห้องเย็น (ถูกยุบไปแล้ว) กับอาคารสำนักงานเดิมของกรมพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง (ปัจจุบันได้ย้ายไปอยู่ที่บางเขน) เพื่อนำไปใช้เป็นพื้นที่จอดรถและก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากพื้นที่จำนวน 16 ไร่ของสะพานปลากรุงเทพค่อนข้างคับแคบ ไม่เพียงพอต่อการรองรับการขยายธุรกิจของ อ.ส.ป. แต่ สนง.ทรัพย์สินฯก็ไม่อนุมัติตามข้อเสนอของเรา" นายเอกชัยกล่าว

ที่สำคัญก็คือ อ.ส.ป.พยายามที่จะสอบถาม สนง.ทรัพย์สินฯมาโดยตลอดว่า จะพัฒนาการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างไร หลังจากที่กระแสข่าวเข้ามาว่า สนง.ทรัพย์สินฯวางแผนที่จะพัฒนาที่ดินบริเวณนี้ ด้วยการคัดเลือกนักลงทุนรายใหม่เข้ามาพัฒนาที่ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน จนล่าสุดทราบว่ามีการเซ็นสัญญาข้อตกลงพัฒนาที่ดินกับเอกชนรายหนึ่ง (กลุ่มเตชะอุบลในนามบริษัทแลนด์มาร์ค ดีเวลล็อปเม้นท์) ไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2548

"เราได้ทำหนังสือแจ้งให้กับรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯรับทราบปัญหาแล้ว และเสนอให้มีการจัดประชุมบอร์ด อ.ส.ป.อย่างเร่งด่วนเพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหานี้ให้เร็วที่สุดว่า จะย้ายสะพานปลากรุงเทพ หรือตลาดประมูลปลาไปอยู่ที่ใด แต่ปรากฏว่าประธานบอร์ดติดภารกิจ ไม่สามารถประชุมบอร์ดในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ได้ และต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปอีก" นายเอกชัยกล่าว

คุณหญิงหน่อยบอกก็แค่ข่าวร้าย

ล่าสุด ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" ได้สอบถามไปยังคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ อ.ส.ป.เคยเสนอแผนปรับปรุงการใช้ประ โยชน์ที่ดินสะพานปลา วงเงิน 45 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่น่าสนใจ แต่ตนได้สั่งให้ไป "ทบทวน" แผนปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงานเพิ่มเติม
เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการดำเนินงานอย่างครบวงจรในทุกด้าน

แต่ปรากฏว่า อ.ส.ป.มาเจอ "ข่าวร้าย" สนง.ทรัพย์สินฯไม่ต่ออายุสัญญาการเช่าที่ดินให้เสียก่อน อย่างไรก็ตาม จะเรียกให้มีการประชุมบอร์ดในเร็วๆ นี้เพื่อวางแผนการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยจัดตั้งคณะทำงานเป็นตัวแทนในการเจรจาต่อรองกับ สนง.ทรัพย์สินฯเพื่อขอยืดอายุสัญญาการเช่าที่ดินออกไป เพราะหากยกเลิกสัญญาเช่าในทันทีโดยไม่มีแผนรองรับ อาจจะส่งผลกระทบต่อข้าราชการ แรงงานและผู้ประกอบการจำนวนมาก

ก่อนหน้านี้ อ.ส.ป.เคยทำหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาครั้งหนึ่งแล้ว (ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2549) เพื่อขอให้พิจารณา "ทบทวน" การคืนที่เช่าจาก อ.ส.ป. โดยให้เหตุผลว่า
1)สะพานปลากรุงเทพ เป็นแหล่งรายได้หลักของ อ.ส.ป.ถึงร้อยละ 30 ของรายได้ทั้งหมดที่ อ.ส.ป.ได้รับ หากไม่มี สะพานปลาแห่งนี้ ก็เท่ากับว่าองค์การสะพานปลาจะต้องเลิกกิจการไปโดยปริยาย

2)สะพานปลากรุงเทพ เป็นสถานที่รวบรวมสินค้าสัตว์น้ำจากชาวประมงทั่วประเทศ และเป็น "ตลาดกลาง" ให้แก่ผู้ประกอบอาชีพทั้งคนขายและคนซื้อปลามาตลาดระยะเวลา 56 ปี โดย อ.ส.ป.เป็นองค์กรที่ไม่ได้มุ่งหวังกำไร ได้แบ่งเงินรายได้จากค่าบริการสะพานปลากรุงเทพ 25% กลับคืนไปสู่ชาวประมง ผ่านทางสถาบันประมง ซึ่งเป็นรากหญ้าตามนโยบายของรัฐบาล การที่ สนง. ทรัพย์สินฯขอพื้นที่เช่าคืนเท่ากับ "เป็นการทำลายองค์กรที่เป็นที่พึ่งของชาวประมง" และจะก่อให้เกิดปัญหามวลชนมุ่งเป้าไปที่ สนง.ทรัพย์สินฯโดยตรง

3)สะพานปลากรุงเทพเป็นแหล่งที่ประชาชน ในละแวกใกล้เคียงใช้ประกอบอาชีพ อาทิ กรรม การ-แรงงานรับจ้างขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำ-แพปลา-ผู้ขายส่ง/ขายปลีก ในวันหนึ่งๆ ไม่น้อยกว่า 2,000 คน มีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท/วัน หากสะพานปลาแห่งนี้ต้องปิดตัวลง เท่ากับเป็น การทำลายสภาพเศรษฐกิจพอเพียงของบุคลากรเหล่านี้ในระดับอาชีพที่พอเพียงกับการดำรง ชีพแบบค่อยเป็นค่อยไป และ "จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สาเหตุดังกล่าว ส่วนหนึ่งเกิดจาก สนง.ทรัพย์สินฯ"

4)หาก อ.ส.ป.ต้องคืนพื้นที่ตามที่ สนง.ทรัพย์สินฯต้องการ เท่ากับ อ.ส.ป.ไม่สามารถดำเนินงานต่อไปได้ เพราะเหลือพื้นที่ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน และถ้าสะพานปลากรุงเทพต้องปิดตัวลง จะส่งผลกระทบไปถึงสะพานปลาและท่าเทียบเรือประมงของ อ.ส.ป.อีก 17 แห่งทั่วประเทศ

5)การย้ายสะพานปลากรุงเทพ ภายใต้สภาพการณ์ในปัจุจบันทำได้ยากมาก ที่สำคัญ อ.ส.ป. ไม่มีเงินงบประมาณที่จะโยกย้ายไปหาพื้นที่ใหม่ในกรุงเทพฯที่เหมาะสมอย่างปัจจุบัน ที่มีระบบคมนาคมสะดวกเช่นเดียวกับสะพานปลาในต่างประเทศที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว-ซิดนีย์-เซี่ยงไฮ้

หน้า 1
วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3818 (3018)
เปิดใจ "ผอ.ทรัพย์สินฯ" กรณีที่ดินองค์การสะพานปลา

หลัง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตกเป็นข่าวกรณีการบอกเลิกสัญญาเช่า "ที่ดินองค์การสะพานปลา" ถนนเจริญกรุง

"จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา" ผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จึงได้เปิดอกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น

"ก่อนอื่นผมขอให้อ่านหนังสือเล่มนี้ประกอบด้วย (ยั่งยืนด้วยความพอเพียง) เผื่อให้คำแนะนำ เพราะคำตอบหลายส่วนอยู่ในนี้หมด"

พูดถึงองค์การสะพานปลา ที่ผมลงมาจัดการ เป็นช่วงที่มีปัญหาคลองถม เราได้เรียนรู้ปัญหาจากตรงนั้นและนำมาใช้กับองค์การสะพานปลา ก็ทำไปเรื่อยๆ ไม่เห็นมีใครสนใจ เพิ่งมาสนใจหลังจากที่เราทำไปแล้วหลายเดือน

ก็ดี แต่เราไม่ควรจะไปปลุกอะไรมันขึ้นมา ถ้ามีความสนใจก็มาดูด้วยกัน มาช่วยกันประเมิน เพื่อแก้เท่าที่จะแก้ได้ และสำหรับอนาคตด้วย

นี่คือจุดเริ่มต้น ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและหลักต่างๆ เราควรจะมีความรู้พอสมควรที่เหมาะสม

อาจจะเอาความรู้ง่ายๆ ว่าพื้นที่ที่กำลังพัฒนา 35 ไร่ เส้นทางคือถนนเจริญกรุง ผ่านมาด้านหน้า ในใจผมเริ่มต้นคิด ระหว่างที่เจรจากับผู้พัฒนา (แลนด์มาร์ค)

โอ้โห...อยู่ติดริมแม่น้ำ สวยเหลือเกิน น่าจะมีพรีเมี่ยมมากๆ เขาก็บอกว่า อย่าลืมนะว่าตรงนี้มันไกล กว่าจะมาถึงตรงนี้ จุดดีเด่นทั้งหลาย ซึ่งวงการอสังหาริมทรัพย์มีสุภาษิตมีปัจจัยยึด 3 อย่าง คือ โลเกชั่น โลเกชั่น และโลเกชั่น ทีนี้ต้องเถียงกันว่า โลเกชั่นตรงนี้ ใช่... ริมแม่น้ำ

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ มันไกลพอสมควร นี่คือข้อโต้เถียง ก็รับฟังกัน

ประการที่ 2 ทางเข้าริมแม่น้ำเป็นถนนเล็กๆ ถ้าดูจากรูป ในหลักปรัชญาพอเพียง เราต้องมีความรู้ที่ดีและรู้เป็นธรรมด้วยในการประเมินและพัฒนาพื้นที่ตรงนี้

แต่ดูจากรูปแล้ว จะเห็นว่าถนนเล็กๆ ผ่านอะไรต่างๆ พอสมควร ความหมายคือผู้พัฒนาต้องออกแรงพอสมควรในการพัฒนาที่ตรงนี้ให้ประสบความสำเร็จ

ประเด็นคือ ทรัพย์สินฯเองในปัจจุบันไม่มีใครในสำนักงานที่มีความรู้เรื่องพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ที่จะมาพัฒนาเอง

"นโยบายผมไม่ว่าผิดหรือถูกก็ตาม ผมไม่เสี่ยงที่จะพัฒนาที่ดินเอง ฉะนั้น ที่แปลงนี้เป็นสัญญาการพัฒนาที่ดิน ให้เช่า 25 ปี ระยะยาวพอสมควร ปกติสัญญาเช่าของเราสูงสุด 30 ปี"

ที่ให้ผู้พัฒนาเช่า 25 ปี ไม่ว่าถูกหรือผิด เราให้น้อยที่สุด ในฐานะเจ้าของที่ดิน นี่คือสั้นที่สุดที่ผู้พัฒนาจะยอมรับ เพราะเขาก็อยากจะได้ (สัญญาเช่า) ยาวที่สุด ถ้าให้ 90 ปีเขายิ่งดีใจใหญ่ แต่อย่าให้เรา commit นานกว่านี้เลย นี่คือส่วนแรกของการเจรจา

ถ้ามองในแง่ของเวลา จริงๆ แล้วส่วนใหญ่ต้องยอมรับว่าทรัพย์สินฯเพิ่งเริ่มที่จะไปบอกว่าพื้นที่นี้เราอยากจะพัฒนา เราเพิ่งเริ่มมีความคิดอย่างนี้

คำว่าเพิ่งเริ่มคือภายใน 10 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีว่าเราอยากจะเป็นผู้ที่ริเริ่มในการที่จะพัฒนา อยากทำให้สิ่งแวดล้อมมันดีขึ้น

เมื่อก่อนมีแต่คนเข้ามาหาทรัพย็สินฯ และบอกว่าอยากจะพัฒนาที่ตรงนั้นตรงนี้

พอเราริเริ่ม การจัดทำข้อมูลก็ต้องมาเลย เชื่อหรือไม่ พื้นที่หนึ่งพื้นที่ใดที่เราอยากจะพัฒนา กว่าจะได้ตัวเลขชัดคือ 3 ปี เพราะต้องไปดูสัญญาที่แถวนั้น สถานะล่าสุดเป็นยังไง เรากลับพบว่า เอกสารไม่ครบ ไม่มีความทันสมัย ต้องเอาแผนที่ของ กทม. ส่งคนลงไปสำรวจ ประมวลข้อมูลตัวเลขขึ้นมา เพื่อสร้างระบบ

ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะพรวดขึ้นมาทำเลย เรายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ไป

จุดเริ่มคือ ...สะพานปลามีพื้นที่กรมประมง องค์การสะพานปลา มีเอกชน ห้องเย็น อาร์ซีเค โรงเลื่อยเก่า ห้องเย็นเล็กๆ และผู้เช่ารายย่อย รวมพื้นที่ 35 ไร่

ถ้าผมจำไม่ผิดที่ข้างๆ ตรงโรงเรียนวัดสุทธิฯ ก็เป็นของทรัพย์สินฯ จะเห็นชัดว่า เราไม่แตะแน่นอน มีแต่จะส่งเสริมเรื่องสถานที่ศึกษา แต่ละเรื่องควรให้ความเป็นธรรมกับทรัพย์สินฯบ้าง

ส่วนคนที่อยู่เก่าที่ไม่อยากเปลี่ยนแปลง ตรงนี้คือความเป็นธรรม 2 ฝ่าย ...กรมประมง เดิมเป็นหน่วยวิจัย เขาไม่ต้องการใช้ที่แล้ว เข้าใจได้เพราะจุดศูนย์กลางหรือส่วนสำคัญของการวิจัยไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว ฉะนั้น เขาส่งพื้นที่คืน ไม่มีปัญหาเลย

เดิมเคยมีองค์กรห้องเย็น ล้มเลิกไปแล้วกำลังชำระบัญชีอยู่ เขาขอรอกระทั่งกระบวนการด้านชำระบัญชีเสร็จจะส่งคืนพื้นที่ตรงนี้หมด เมื่อเราเกิดความเป็นไปได้ตรงจุดนี้ นี่คือส่วนบวกที่เรากำลังจะได้พื้นที่ตรงนี้คืนมา เราก็ไปดู

เราไปดู ประเมินผิดหรือถูก ช่วยประเมินด้วย มันเป็น sunset activity เมื่อก่อนอาจจะมีความสำคัญ แต่ด้วยเหตุผลสำคัญ 2-3 ประการ 1)ประมง ไม่ใช่เส้นทางที่จะมาจุดนี้แล้ว กิจกรรมเริ่มลง ...และพูดจริงๆ มองในแง่หนึ่ง อย่าไปทำให้มีความรู้สึกที่ไม่ดีกันเลย คือ เราคิดว่าเขาให้เช่าช่วงนะ ผมคิดว่า... แต่ผมไม่รู้ ..เรื่องเก่า ไม่ใช่สาเหตุสำคัญ

2)กิจกรรมตรงนี้เรารู้แล้ว ดูจากรูปยังรู้เลยว่าจริง กิจการสะพานปลาที่เอกชนหรือองค์การสะพานปลาทำเอง มีความหมายทางเศรษฐกิจ คนเอาปลามาขายและส่งตรงนี้

แต่วิธีที่เขาทำ ทำไมต้องอยู่ริมแม่น้ำ เพราะปั๊มน้ำเข้ามาและล้างลงไป ของเสียทั้งหมดลงแม่น้ำหมด ถ้าภายใต้การดูแลด้านสิ่งแวดล้อม เขาจะต้องลงทุนเพื่อมีการบำบัด ไม่งั้นไม่เป็นไปตามเกณฑ์กฎหมายสิ่งแวดล้อม

ที่มันเกี่ยวพันคือ ไม่ได้ใหญ่อะไร กิจการใหญ่คือ "ปลา" เป็น sunset อิงห้องเย็น ศูนย์วิจัยยิ่งเล็กลงไป สภาพที่อยากชี้ให้เห็นคือทรัพย์สินฯไม่ได้สนใจแต่เรื่องรายได้ ไม่ใช่ว่าคนมาออฟเฟอร์ก็เอาเลย

"เข้าสู่เรื่องผลประโยชน์ 35 ไร่ เราพยายามใช้วิธีแบบวิชาการ มองในเชิงสังคม ทุกๆ แง่ พอเริ่มต้นเจรจา ผมบอกก่อนว่า ขอคนกลางมาประเมินราคาที่ดิน แล้วก็ใช้เกณฑ์ 25 ปี ขอ 25% ของราคาที่ดิน ซึ่งเป็นเกณฑ์ทั่วไปที่ทรัพย์สินฯใช้"

เสร็จแล้วผมก็บอกว่า มาถึงอีกจุดหนึ่งของนโยบายทรัพย์สินฯ เพราะรูปแบบของการพัฒนาไม่มีอะไร 100% มีประเด็นว่าควรประมูลไหม คนเดินอาสาเข้ามาพัฒนา ถ้าเราเห็นว่าเหมาะสม โอเค คุณเก่งจริงประมูลกันไหม ถ้าตกลงกันไม่ได้ เหมือนไม่ยุติธรรมนิดหนึ่งตรงที่เขาอุตส่าห์ไปเตรียมข้อมูลมาแต่คนอื่นได้ประโยชน์

ไม่ใช่เหตุผลหลัก เวลาประมูลเวลาตัดสินใจมันยาก คลองถมที่เราทำได้เพราะเราเลือก เจรจาเงื่อนไข ประเมินผู้อาสาพัฒนาว่านอกจาก... ต้องทำที่เราอยากได้ด้วย

"นโยบายเราคือ ผู้เช่าโดยเฉพาะรายย่อยต้องได้รับความเป็นธรรม"

ทุกๆ กรณี ขอให้ได้รับความเชื่อมั่นว่า เราจะดูแลผู้เช่าเดิมตามสมควรเสมอ และดูแลดีกว่าแลนด์ลอร์ดคนอื่นแน่นอน มีความเชื่อมั่นอย่างนั้น ฉะนั้น ผลประโยชน์จะขึ้นกับการประเมินโดยคนกลาง คิดราคาตามสัญญา

แล้วผลประโยชน์เราได้ไม่ถึงพันล้านแน่นอน ในการเจรจาเขาต้องอ้างต่างๆ นานาเพื่อที่จะขอลด เราต้องบอกว่า frontage สวยนะ ในที่สุดก็ได้ข้อยุติ มันมากกว่าเดิมนะที่ได้มา

สะพานปลาเป็นอีกกรณีหนึ่งที่ภาคเอกชนเสนอเข้ามาพัฒนาเอง โดยไม่ได้บิด (ประมูล) ซึ่งมีไม่เยอะ

แล้วดีลที่เกิดขึ้นถือว่าไม่นาน ก่อนหน้านี้ไม่มีใครสนใจ แต่เราศึกษาพบว่าเป็นที่ที่มีศักยภาพ แต่ไม่มีคนอาสา คนอาจจะเข้ามาว่าลองหาโอกาส เช็กราคาถูกไหม เป็นเรื่องธรรมดาของทุนนิยม

ผมเข้ามารับรู้ รับข้อเสนอและจัดการเรื่องนี้ นั่นคือมีคลองถมด้านหนึ่ง กับเจริญกรุงด้านหนึ่ง

พูดไปก็ไม่ต่างกับย่านสะพานขาว โบ๊เบ๊ ที่กลายเป็นเรื่องธรรมดา มีผู้มีบารมีและ conect กันไปหมด ผมถึงบอกว่า เรารับความเป็นจริง รู้สึกว่าเราลอยตัวสบายๆ ในห้องแอร์...ไม่ใช่ เราต้องรับ นี่คือของจริงหมด ต้องจัดการให้ได้

ขอย้ำว่า มีนโยบายเรื่องพอเพียงแล้ว ต้องทำตามนั้นให้ได้มากที่สุด ทั้งรอบคอบและระมัดระวัง

"เงื่อนไขที่เอกชนเสนอเข้ามา เรารู้เพียงว่าเขามีทีมงาน มีความตั้งใจออกแบบให้ดี เงื่อนไขว่าถ้ามีแบบออกมาแล้ว เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ถ้าออกแบบได้ดีก็ถือว่าสำเร็จ แต่ก่อนที่เขาจะทำต้องเอามาให้เราดู"

แล้วชาวบ้าน-คนทำงานในที่ตรงนั้นจะทำยังไง ซึ่งตรงนี้ไม่เหมือนที่อื่น เพราะมีน้อย สิ่งที่คิดแต่ไม่กล้าแสดงความเห็นคือ คนส่วนใหญ่ที่มาใช้ตรงนี้กิจกรรมด้านสะพานปลา น่าจะไปเลือกโลเกชั่นใหม่ที่ไปมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่เติบโตใหม่ เช่น มหาชัย สมุทรปราการ และควรเลือกในเชิงปัญหาสิ่งแวดล้อมสามารถแก้ได้โดยไม่แพง

เมื่อ "ประชาชาติธุรกิจ" ถามว่า เรื่องนี้มีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวด้วยมั้ย

"ไม่มีเลย ไม่เกี่ยวเลย ตรงนี้ที่ผมรู้สึกแปลกใจ เท่าที่สัมผัสกับทีมงานเขา ถ้าผมไม่ได้เรียนรู้ประสบการณ์จากที่แปลงใหญ่ และถ้าไม่มีปัญหาคลองถม"

ผมอาจจะไม่ได้ลงมาดูละเอียดขนาดนี้ อาจปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทำและมารายงาน ยอมรับว่าบางทีงานเยอะ และไม่ได้ถือตัวว่าเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์

หน้า 21

tags :

31.7.06

Economics Resources

Library of Economics and Liberty
Online Economics Textbooks

tags :

Software versioning

how to version a software.

tags :
|

Southampton - Historical football kits


from the club was formed, 1885

tags :
|

Saints & Sinners


A blog from a saints fan

tags :
|

BumpTop™ Prototype


Keepin' it Real: Pushing the Desktop Metaphor with Physics, Piles and the Pen

Can we combine it with XGL-Compiz together?

from P'Art

tags :
|

Brazilname

If you played for blazil, What would your name be?

My Brazilname is "Boonsrinhosa".

tags :
| | |

Berlin

Das Magazin aus der Hauptstadt

tags :
| |

1000 Arten ein Bier zu öffnen


Ohne Flaschenöffner im Grossstadtdschungel überleben

von J'Pon

tags :